คู่มือหลักการกำกับดูแลกิจการและ
จรรยาบรรณธุรกิจ ปี 2568
จรรยาบรรณธุรกิจ
ปี 2569

คำนิยาม

  • “บริษัท” หมายถึง บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือทั้งหมด
  • “จรรยาบรรณธุรกิจ” หมายถึง มาตรฐานการประพฤติ ปฏิบัติที่ดีที่กำหนดขึ้นเพื่อให้ กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานยึดถือปฏิบัติเพื่อเป็นการป้องกันการประพฤติ หรือปฏิบัติในทางที่ผิด หรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงต่อบริษัท
  • “กรรมการ” หมายถึง กรรมการบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ
  • “ผู้บริหาร” หมายถึง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานฝ่ายบริหาร รองกรรมการผู้อำนวยการ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการ หรือเทียบเท่าขึ้นไป ของบริษัท
  • “พนักงาน” หมายถึง พนักงานตามข้อบังคับของบริษัท
  • “ผู้บังคับบัญชา” หมายถึง พนักงานซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการสั่งการ มอบหมายงาน กำกับ หรือควบคุมการทำงานให้เป็นไปตามนโยบายของบริษัท รวมตลอดถึงการมีอำนาจใช้มาตรการทางวินัยลงโทษพนักงานของบริษัท ได้
  • “บุคคลภายนอก” หมายถึง บุคคลและ/หรือนิติบุคคลทั้งที่ส่วนหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานบริษัท รวมถึงผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า เจ้าหนี้ คู่แข่งทางการค้า และสังคมส่วนรวม เป็นต้น
  • “ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน” หมายถึง ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า/เจ้าหนี้ คู่แข่งทางการค้า พนักงาน ชุมชน/สังคม และสิ่งแวดล้อม

หลักปฏิบัติและติดตามให้มีการปฏิบัติ

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)ถือว่าการปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจของบริษัท เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคน และถือเป็นเรื่องสำคัญในการส่งเสริมให้พนักงานภายใต้การบังคับบัญชาให้มีความรู้ความเข้าใจ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

หากกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงาน กระทำผิดหลักการหรือแนวปฏิบัติต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ จะได้รับโทษทางวินัยตามที่บริษัท กำหนด และหากมีการกระทำที่เชื่อได้ว่าทำผิดกฎหมาย กฎเกณฑ์ ระเบียบและข้อบังคับของภาครัฐ บริษัทจะดำเนินการรายงานตามขั้นตอนภาครัฐต่อไป

ทั้งนี้ หากพบการกระทำผิดจรรยาบรรณ ท่านสามารถแจ้งเบาะแส หรือข้อร้องเรียนไปยังช่องทางต่าง ๆ ตามที่บริษัทกำหนด โดยบริษัทมีมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส

ข้อแนะนำเกี่ยวกับจรรยาบรรณธุรกิจ

  • ทำความเข้าใจเนื้อหาสาระของจรรยาบรรณธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และความรับผิดชอบของตน
  • ทบทวนความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระของจรรยาบรรณธุรกิจอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
  • เมื่อมีข้อสงสัยหรือข้อซักถาม ให้ปรึกษากับผู้บังคับบัญชา หรือบุคคลที่บริษัท กำหนดให้มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการติดตาม การปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณธุรกิจ
  • แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลที่รับผิดชอบทราบเมื่อพบเห็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณ
  • ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ กับหน่วยงานหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมาย
  • ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องเป็นผู้นำในการปฏิบัติตามจรรยาบรรณ ตลอดจนส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการทำงานให้พนักงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณ

หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามเกี่ยวกับจรรยาบรรณธุรกิจ อีเมล์มาที่ codeofconduct@apthai.com

จรรยาบรรณธุรกิจ

บริษัท มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบของกฎหมาย กฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแล และข้อบังคับของบริษัทอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) จรรยาบรรณจึงเป็นแนวทางสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมที่เหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรม พนักงานทุกคนควรยึดถือและปฏิบัติตามอย่างจริงจัง เพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

จรรยาบรรณต่อผู้ถือหุ้น

บริษัท ตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้น บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริตและความโปร่งใส โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ และกำหนดแนวปฏิบัติไว้ดังนี้

  1. ปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นทุกรายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและนำไปปรับใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท
  2. เปิดเผยข้อมูลสารสนเทศอย่างถูกต้อง ครบถ้วน โปร่งใส และทันเวลา เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและผู้เกี่ยวข้องได้รับข้อมูลอย่างเสมอภาค
  3. กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ รอบคอบ ซื่อสัตย์สุจริต และยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท โดยหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจขัดแย้งกับผลประโยชน์ของบริษัท
  4. กำกับดูแล ไม่ให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานแสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือให้ผู้อื่นโดยมิชอบ จากการใช้ข้อมูลภายในหรือข้อมูลอันเป็นความลับของบริษัท ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท
  5. คณะกรรมการมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมด้านจริยธรรมในทุกระดับ และกำกับดูแลให้มีการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและโปร่งใส

จรรยาบรรณต่อพนักงาน

บริษัทตระหนักดีว่าพนักงานคือทรัพยากรที่มีคุณค่าและเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนความสำเร็จขององค์กร จึงได้กำหนดแนวทางปฏิบัติต่อพนักงานไว้อย่างเหมาะสมและเคารพในสิทธิของแต่ละบุคคล ดังนี้

  1. ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน ข้อบังคับการทำงาน และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
  2. ปฏิบัติต่อพนักงานด้วยความสุภาพ ให้เกียรติในความเป็นปัจเจกบุคคล และเคารพสิทธิส่วนบุคคล รวมถึงรักษาข้อมูลส่วนตัวไว้เป็นความลับ
  3. กำหนดเงื่อนไขการจ้างงานที่เป็นธรรม พร้อมจัดค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสมตามบทบาทและความสามารถ
  4. ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อความก้าวหน้าและมั่นคงในอาชีพ
  5. จัดให้มีสภาพแวดล้อมและระบบการทำงานที่ปลอดภัย ทั้งด้านชีวิต ทรัพย์สิน และสุขอนามัย
  6. เปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ พร้อมจัดให้มีช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัยในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือพบการกระทำผิดกฎหมาย โดยมุ่งเน้นกระบวนการสอบสวนที่โปร่งใส เที่ยงธรรม และมีมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียนอย่างเคร่งครัด

จรรยาบรรณต่อคู่ค้า

บริษัทตระหนักว่าคู่ค้าเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน จึงได้กำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกันเพื่อให้เกิดความเหมาะสม เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ดังนี้

  1. เปิดโอกาสในการทำธุรกิจกับคู่ค้าทุกรายอย่างเท่าเทียม โดยยึดหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท
  2. หลีกเลี่ยงการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือส่งผลกระทบต่อความเป็นกลางในการตัดสินใจ
  3. ปฏิบัติตามข้อตกลงและเงื่อนไขร่วมกับคู่ค้าอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
  4. งดเว้นการรับของกำนัล การเข้าร่วมงานเลี้ยง หรืองานรับรองที่จัดขึ้นเป็นการเฉพาะโดยคู่ค้า รวมถึงผลประโยชน์อื่นใดที่อาจมีลักษณะไม่เหมาะสม
  5. ดำเนินการชำระเงินให้คู่ค้าตามกำหนดเวลา ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบและความเป็นมืออาชีพ

จรรยาบรรณต่อลูกค้า

บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ตามวิสัยทัศน์ “ชีวิตดี ๆ ที่เลือกเองได้” โดยยึดมั่นในแนวทางการปฏิบัติต่อลูกค้า ดังนี้

  1. ให้บริการด้วยความสุภาพ เสมอภาค และให้เกียรติลูกค้าในทุกขั้นตอน
  2. ส่งมอบสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ ไม่แสวงหากำไรเกินควร
  3. ให้ข้อมูลและคำแนะนำที่ครบถ้วน ถูกต้อง และไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสินค้าและบริการของบริษัท
  4. ปฏิบัติตามข้อตกลงกับลูกค้าอย่างเคร่งครัด หากเกิดเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไข บริษัทจะรีบแจ้งให้ลูกค้าทราบ และร่วมกันหาแนวทางแก้ไข
  5. จัดเก็บและรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าอย่างเป็นระบบ โดยไม่เปิดเผยหรือใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์อื่นโดยมิชอบ
  6. จัดให้มีช่องทางรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากลูกค้า พร้อมดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นระบบและแจ้งผลให้ทราบภายในระยะเวลาที่กำหนด

จรรยาบรรณต่อคู่แข่งทางการค้า

บริษัทยึดมั่นในหลักการของการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และเคารพสิทธิของคู่แข่งในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้กรอบกฎหมายและจริยธรรมทางธุรกิจ ปฏิบัติตามกรอบกติกาการแข่งขันสากลที่ยอมรับโดยทั่วไป โดยกำหนดแนวปฏิบัติดังนี้

  1. แข่งขันอย่างสุจริตและเป็นธรรม โดยไม่ใช้วิธีการที่ผิดกฎหมาย หรือขัดต่อจริยธรรมทางธุรกิจในการแย่งชิงหรือบั่นทอนคู่แข่ง
  2. ไม่ใส่ร้าย หรือให้ข้อมูลที่เป็นเท็จหรือบิดเบือนเกี่ยวกับคู่แข่ง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะผ่านการโฆษณา การประชาสัมพันธ์ หรือการสื่อสารใด ๆ
  3. ไม่แสวงหาข้อมูลทางธุรกิจของคู่แข่งด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสมหรือไม่สุจริต เช่น การจารกรรมข้อมูล การติดสินบน หรือการแอบอ้าง เป็นต้น
  4. ไม่สมยอม หรือสมคบกับคู่แข่งในการกำหนดราคา หรือเงื่อนไขที่ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาด
  5. เคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรมของคู่แข่ง รวมถึงไม่ละเมิดสิทธิเหล่านั้น
  6. สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยคุณภาพของสินค้าและบริการ การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และการรับฟังเสียงลูกค้า มากกว่าการใช้วิธีการโจมตีหรือเปรียบเทียบในทางลบกับคู่แข่ง

จรรยาบรรณต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

บริษัทให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนและตระหนักถึงบทบาทในฐานะสมาชิกของสังคมที่ต้องดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทจึงกำหนดแนวทางการปฏิบัติไว้ดังนี้

  1. ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างรอบด้าน
  2. ปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดของภาครัฐอย่างเคร่งครัด รวมถึงสนับสนุนแนวปฏิบัติที่ดีด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในอุตสาหกรรม
  3. ส่งเสริมความร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่ที่บริษัทเข้าไปพัฒนาโครงการ ด้วยความเคารพในวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความคิดเห็นของคนในชุมชน
  4. สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต เช่น การศึกษา การพัฒนาทักษะอาชีพ และการเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ
  5. บริหารจัดการทรัพยากรและพัฒนาโครงการด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การอนุรักษ์พลังงาน การจัดการของเสีย และการออกแบบพื้นที่สีเขียว เพื่อคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพ
  6. ส่งเสริมให้ผู้บริหารและพนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อยกระดับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม

จรรยาบรรณของผู้บริหาร และพนักงาน

ผู้บริหารและพนักงานพึงยึดถือเป็นหน้าที่ในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน พร้อมร่วมกันหล่อหลอมวัฒนธรรมองค์กรบนพื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

  1. ปฏิบัติงานในหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเที่ยงธรรม ตลอดจนต้องรายงานเหตุการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียง และทรัพย์สินของบริษัทโดยเร็ว
  2. ผู้บริหารมีหน้าที่ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด ด้วยความยุติธรรมและไม่มีอคติ
  3. ปฏิบัติตาม นโยบาย ระเบียบวินัย ข้อบังคับต่าง ๆ ของบริษัท อย่างเคร่งครัด ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลให้พนักงานในบังคับบัญชาให้ปฏิบัติตามเช่นกัน
  4. มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถในช่วงเวลางาน และละเว้นการดำเนินกิจกรรมอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับบทบาท ความรับผิดชอบ หรือการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่
  5. ละเว้นการประกอบกิจการ เข้าดำรงตำแหน่ง หรือเป็นผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมในกิจการที่มีสภาพอย่างเดียวกันหรือเป็นการแข่งขันกับบริษัท ไม่ว่าจะเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือผู้อื่น เพื่อป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างเคร่งครัด
  6. พึงรักษาไว้ซึ่งเกียรติคุณและภาพลักษณ์ของบริษัท โดยละเว้นการประพฤติตนในทางที่อาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อตำแหน่งหน้าที่ และความเชื่อมั่นขององค์กร
  7. ยึดมั่นในการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนตามความเป็นจริง ไม่ใช้ข้อความเท็จและไม่ปกปิดข้อความจริงอันเป็นสาระสำคัญต่อบริษัทในทุกกรณี
  8. ละเว้นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อความประมาทเลินเล่อ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จอย่างถูกต้องและสุจริต
  9. ไม่ปกปิดหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบแก่ตนเองหรือผู้อื่น อันอาจส่งผลกระทบหรือความเสียหายต่อบริษัทไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
  10. พึงปฏิบัติตามกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา และข้อบังคับต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อตนเอง ผู้อื่น และส่วนรวม
  11. ละเว้นการเรียก รับ หรือยินยอมรับทรัพย์สิน สิทธิประโยชน์ หรือการจัดเลี้ยงตอบแทนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางธุรกิจที่เกินกว่าความเหมาะสมตามจรรยาบรรณธุรกิจ เว้นแต่เป็นการรับตามขนบธรรมเนียมประเพณีหรือการส่งเสริมทางธุรกิจตามปกติที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในการปฏิบัติหน้าที่
  12. ยึดมั่นในนโยบายต่อต้านการทุจริต โดยไม่ให้ หรือเสนอให้สินบน รวมถึงไม่ใช้อิทธิพลโดยมิชอบต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ลูกค้า หรือคู่ค้า ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

ข้อปฏิบัติของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน

ข้อปฏิบัติของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน เป็นแนวทางสำคัญที่ต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด เพื่อรักษามาตรฐานการกำกับดูแลที่โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนและความรับผิดชอบต่อสังคม

3.1 การเคารพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

1. นิยาม

“สิทธิมนุษยชน” หมายถึง สิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียม เพราะความเป็นมนุษย์ โดยไม่เลือกปฏิบัติ และไม่อาจถูกละเมิดโดยไม่ชอบธรรม*

2. แนวปฏิบัติ

  1. ปฏิบัติต่อพนักงาน ตามหลักสิทธิมนุษยชน กฎหมายแรงงาน และข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเท่าเทียม
  2. ไม่เลือกปฏิบัติต่อพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ไม่ว่าด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ สัญชาติ เพศ อายุ ศาสนา ความเชื่อ ความพิการ หรือสถานะทางสังคมใด ๆ
  3. ไม่ใช้แรงงานผิดกฎหมาย หรือแรงงานบังคับ รวมถึงไม่สนับสนุนให้คู่ค้าใช้แรงงานเด็ก หรือแรงงานที่ถูกบีบบังคับให้ทำงานโดยขัดกับความสมัครใจ
  4. ไม่ล่วงละเมิด การคุกคาม และการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ
  5. ส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เพื่อพัฒนาองค์กร โดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพ หรือไม่โจมตีบุคคลใดเป็นการส่วนตัว
  6. เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และความหลากหลายในทุกรูปแบบ รวมถึงการยอมรับในความแตกต่างของบุคคล อาทิ ความแตกต่างด้านเพศ เชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ อายุ ความพิการ ภูมิหลังทางสังคม วัฒนธรรม หรือความคิดเห็นส่วนบุคคล
  7. คัดเลือกคู่ค้าทางธุรกิจที่มีแนวทางสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน
  8. เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนสามารถร้องเรียนหากพบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยไม่มีผลกระทบต่อผู้ร้อง

* อ้างอิง: ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights - UDHR) ที่รับรองโดยองค์การสหประชาชาติ (ค.ศ. 1948)

3.2 การใช้และการรักษาทรัพย์สินของบริษัท

1. นิยาม

“ทรัพย์สินของบริษัท” หมายถึง ทรัพย์สินทุกประเภทที่บริษัทเป็นเจ้าของ หรือมีสิทธิในการใช้ รวมถึง:

  • ทรัพย์สินทางกายภาพ เช่น อาคาร อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เครื่องมือ ฯลฯ
  • ทรัพย์สินทางการเงิน เช่น เงินสด บัญชีบริษัท งบประมาณ ฯลฯ
  • ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ข้อมูลทางเทคนิค ซอฟต์แวร์ ฯลฯ
  • ข้อมูลภายใน รวมถึง ข้อมูลที่เป็นความลับ เช่น ข้อมูลลูกค้า เอกสารลับทางธุรกิจ แผนงานทางกลยุทธ์ ข้อมูลบุคลากร ฯลฯ

2. แนวปฏิบัติ

  1. พนักงานทุกคนต้องใช้ทรัพย์สินของบริษัทอย่างระมัดระวัง และเพื่อประโยชน์ของบริษัทเท่านั้น
  2. ห้ามนำทรัพย์สินของบริษัทไปใช้ส่วนตัว เว้นแต่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ
  3. หลีกเลี่ยงการใช้ทรัพย์สินในทางที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย เสื่อมคุณภาพ หรือสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น
  4. ต้องช่วยกันรักษาความลับของข้อมูลที่เป็นความลับ และไม่เปิดเผยให้บุคคลภายนอก
  5. หากพบว่า ทรัพย์สินสูญหาย เสียหาย หรือถูกใช้อย่างไม่เหมาะสม ควรรายงานให้ฝ่าย Asset Management ทันที

3.3 การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและระบบสารสนเทศ

1. นิยาม

“การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและระบบสารสนเทศ” หมายถึง การปกป้องข้อมูลสำคัญของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลลูกค้า แผนธุรกิจ ข้อมูลการเงิน หรือข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน รวมถึงการปกป้องอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่าย และซอฟต์แวร์ต่างๆ ของบริษัท จากการเข้าถึง การเปิดเผย การใช้งาน การเปลี่ยนแปลง หรือการทำลายโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของบริษัทมีความถูกต้อง เป็นความลับ และพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

2. แนวปฏิบัติ

  1. การจัดการรหัสผ่านและการเข้าถึง (Access Control & Password Management)
    • ต้องสร้างและรักษารหัสผ่านที่คาดเดาได้ยากและเก็บเป็นความลับ
    • ไม่เปิดเผยรหัสผ่านของตนเองให้ผู้อื่นทราบ
    • ไม่ใช้รหัสผ่านของผู้อื่นเพื่อเข้าใช้งานระบบของบริษัท
    • การเข้าถึงข้อมูลหรือระบบสารสนเทศจะกระทำได้เฉพาะในส่วนที่ได้รับอนุญาตตามบทบาทหน้าที่เท่านั้น
  2. การปกป้องข้อมูลและความลับ (Data Confidentiality & Protection)
    • ต้องปกป้องข้อมูลที่เป็นความลับของบริษัท ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด (เอกสารอิเล็กทรอนิกส์, เอกสารสิ่งพิมพ์, การสนทนา)
    • ไม่เปิดเผย ส่งต่อข้อมูลที่เป็นความลับของบริษัทให้กับบุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต
    • ไม่นำข้อมูลของบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
    • ระมัดระวังในการส่งข้อมูลผ่านอีเมล หรือแพลตฟอร์มการสื่อสารต่างๆ
  3. การใช้อุปกรณ์และระบบสารสนเทศของบริษัทอย่างปลอดภัย (Secure Use of Company Devices & Systems)
    • ต้องใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ซอฟต์แวร์ และระบบเครือข่ายของบริษัทอย่างระมัดระวังและปลอดภัย
    • ต้องดูแล รักษา และป้องกันอุปกรณ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ และระบบสารสนเทศจากการสูญหาย เสียหาย หรือถูกโจรกรรม
    • ปฏิบัติตามนโยบายการติดตั้งซอฟต์แวร์และการใช้อินเทอร์เน็ตของบริษัท
    • ระมัดระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ (เช่น ฟิชชิ่ง, มัลแวร์)
แหล่งอ้างอิงมาตรฐานสากล
  • NIST Special Publication 800-63B: Digital Identity Guidelines
  • ISO/IEC 27002:2022 Information security, cybersecurity and privacy protection

3.4 การใช้สื่อสังคมออนไลน์

1. นิยาม

“สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)” หมายถึง แพลตฟอร์ม เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันที่ใช้สำหรับการสื่อสารและแบ่งปันข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน ครอบคลุมถึง:

  • Social Network เช่น Facebook, X (Twitter), Instagram, TikTok, LinkedIn เป็นต้น
  • Chat Application เช่น Line, WeChat, WhatsApp เป็นต้น
  • Content Platform เช่น YouTube, Blog, Webboard (เช่น Pantip) เป็นต้น
  • แพลตฟอร์ม เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน อื่นๆ ที่มีลักษณะการใช้งานในรูปแบบเดียวกัน

2. แนวปฏิบัติ

  1. หลักการทั่วไปและการใช้งานในนามส่วนบุคคล
    • พนักงานสามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวได้ แต่ต้องไม่กระทบเวลาทำงาน ไม่ละเมิดกฎหมาย และไม่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงบริษัท
    • พนักงานระบุสถานะว่าเป็นพนักงานบริษัทได้ แต่ ห้ามนำ Logo หรือทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว (เช่น การค้าขายส่วนตัว) หรือนำไปใช้โฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต
    • พึงระลึกเสมอว่าการโพสต์คอนเทนท์อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์องค์กร หากแสดงความเห็นที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นความเห็นของบริษัท ต้องระบุ Disclaimer (ข้อความจำกัดความรับผิดชอบ) ว่าเป็น “ความเห็นส่วนบุคคล”
    • ห้ามเผยแพร่ข้อมูลความลับบริษัท ห้ามโพสต์ข้อมูลที่สุ่มเสี่ยง ละเมิดสิทธิผู้อื่น หรือพาดพิงเรื่องละเอียดอ่อน (การเมือง, ศาสนา, สถาบันพระมหากษัตริย์) รวมถึงต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลเพื่อป้องกัน Fake News และ Malware
    • หากจำเป็นต้องใช้ Social Media ประสานงานภายใน (เช่น Line Group) ต้องตั้งค่าเป็นกลุ่มปิด (Private/Closed Group) เท่านั้น และห้ามส่งไฟล์ข้อมูลความลับของบริษัทผ่านช่องทางนี้ (ให้ใช้ระบบ Official ของบริษัทแทน)
  2. การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในฐานะตัวแทนบริษัท
    • ฝ่าย Marketing Technology เท่านั้นที่มีหน้าที่ดูแลและเปิดบัญชีในนามบริษัท หากฝ่ายอื่นต้องการเปิด ต้องได้รับอนุมัติจากผู้บริหารระดับสูง (C-Level) และคณะกรรมการ IT Steering Committee
    • บัญชีทางการ (Official Account) และรหัสผ่าน ถือเป็น ทรัพย์สินของบริษัท หากพนักงานที่ดูแลลาออกหรือย้ายแผนก ห้ามยึดถือไว้หรือเปลี่ยนแปลงรหัสผ่านโดยพละการ
    • ผู้ดูแล (Admin) ต้องตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา และปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด
  3. การเฝ้าระวังและการแจ้งเบาะแส (Monitoring & Reporting)

    หากพบเห็นการโพสต์ข้อมูลที่บิดเบือน ไม่เหมาะสม ห้ามพนักงานตอบโพสต์ด้วยตนเอง แต่ให้ดำเนินการแจ้งข้อมูลดังนี้

    • บุคคลภายนอก สามารถแจ้งที่ dmhotline@apthai.com หรือรายงานใน Social Guardian บน Line OA Group: AP Together
    • พนักงานเอพีและบริษัทในเครือ สามารถแจ้งที่ hrhotline@apthai.com

หมายเหตุ: ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากประกาศของบริษัท

3.5 การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection)

1 .นิยาม

“ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือ ทางอ้อม เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน นอกจากนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลหมายรวมถึง ข้อมูลอ่อนไหวหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นเรื่องส่วนตัวโดยแท้ของบุคคล แต่มีความละเอียดอ่อนและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกใช้ในการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม จึงจำเป็นต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ

2. แนวปฏิบัติ

  1. แจ้งวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ชัดเจน และขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่เข้าเหตุยกเว้นตามกฎหมาย
  2. เก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน
  3. รักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลตามนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศของบริษัทและเคารพสิทธิ์ของเจ้าของข้อมูล
  4. ให้เจ้าของข้อมูลสามารถเข้าถึง แก้ไข หรือเพิกถอนความยินยอมได้ตามสิทธิของตน
  5. แจ้งเหตุหากมีเหตุการณ์รั่วไหลของข้อมูลอย่างเหมาะสมภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
  6. ไม่เปิดเผยหรือส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต
  7. ไม่เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่รับผิดชอบ
  8. ไม่บันทึกหรือแชร์ข้อมูลของบุคคลอื่นผ่านช่องทางส่วนตัว เช่น Line, Facebook, Email ส่วนตัว โดยไม่มีมาตรการป้องกัน

หมายเหตุ: หากพนักงานมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ควรปรึกษาผู้จัดการสายงาน และเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) ของบริษัท ทันที

3.6 การต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

1 .นิยาม

“การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม” หมายถึง การทำธุรกิจที่ใช้วิธีการเอาเปรียบหรือบิดเบือนตลาด เพื่อให้ตนเองได้เปรียบคู่แข่ง โดยไม่เป็นไปตามกติกาหรือหลักความซื่อสัตย์ เช่น การกีดกัน การหลอกลวง การตกลงราคา การแบ่งลูกค้าหรือการใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม ขัดต่อจริยธรรม รวมถึงการฮั้วประมูล หรือการกีดกันคู่แข่ง

2. แนวปฏิบัติ

  1. ปฏิบัติตามกฎหมาย กติกาการแข่งขันการค้าสากลที่ยอมรับโดยทั่วไป
  2. ไม่แสวงหาข้อมูลภายในของคู่แข่ง เช่น แผนกลยุทธ์ แผนการตลาด เป็นต้น ด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย ไม่สุจริต
  3. ไม่ทำลายชื่อเสียงของคู่แข่งธุรกิจ หรือผู้อื่น ไม่ว่าในรูปแบบใด ๆ
  4. ไม่ร่วมมือกับคู่แข่งในการกำหนดราคา หรือสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม
  5. ระมัดระวังในการทำธุรกรรมที่อาจทำให้บริษัทมีความเสียเปรียบในการแข่งขันการค้า

3.7 การใช้ข้อมูลภายใน และการซื้อขายหลักทรัพย์

1 .นิยาม

“ข้อมูลภายใน” หมายถึง ข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ และอาจมีผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัทหากมีการเปิดเผย เช่นข้อมูลผลประกอบการที่ยังไม่ประกาศ, การควบรวมกิจการ หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริษัท, โครงการลงทุนขนาดใหญ่ การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร การเลิกกิจการ ฟ้องร้อง หรือเหตุการณ์สำคัญอื่น ๆ

2. แนวปฏิบัติ

  1. ต้องไม่ใช้ข้อมูลภายใน ที่ตนเองรู้หรือรับทราบจากการปฏิบัติงาน เพื่อซื้อขายหรือแนะนำให้ผู้อื่นซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท
  2. ห้ามเปิดเผยหรือส่งต่อข้อมูลภายใน ให้กับบุคคลอื่น รวมถึงครอบครัว เพื่อน หรือบุคคลที่อาจนำข้อมูลไปใช้ในการซื้อขายหลักทรัพย์
  3. ต้องเว้นช่วงเวลาการซื้อขายหลักทรัพย์ (Silent Period) ตามที่บริษัทกำหนด เช่น ก่อนและหลังการประกาศงบการเงิน หรือช่วงที่มีข้อมูลสำคัญรั่วไหล
  4. หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลที่ตนถืออยู่ว่าเข้าข่าย “ข้อมูลภายใน” หรือไม่ ควรปรึกษากับเลขานุการบริษัท คุณประมาศ ขวัญชื้น ฝ่าย Corporate Legal and Compliance ก่อนดำเนินการใด ๆ

การต่อต้านการคอร์รัปชัน

บริษัท ยึดมั่นความซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นหลักในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด และมีเจตนารมณ์ในการต่อต้านการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และโปร่งใส รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในความถูกต้องเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

4.1 การต่อต้านคอร์รัปชัน (Anti-Corruption)

1. นิยาม

“คอร์รัปชัน” หมายถึง การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่ไม่ควรได้ รวมถึงการให้ หรือรับสินบนในทุกรูปแบบ โดยการเสนอ สัญญา ให้คำมั่น เรียกร้อง หรือรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ไม่ถูกต้อง แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเอกชน หรือผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อให้บุคคลดังกล่าวกระทำหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือเพื่อให้ได้มาหรือรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง

2. แนวปฏิบัติ

  1. ต้องปฏิบัติตามนโยบายและมาตรการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับการคอร์รัปชันทั้งทางตรงและทางอ้อม
  2. ต้องไม่ละเลย หรือเพิกเฉยต่อการทุจริตคอร์รัปชัน หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายการคอร์รัปชันที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท โดยต้องแจ้งผู้บังคับบัญชา หรือตามช่องทางที่บริษัทกำหนด และให้ความร่วมมือในกาตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งรวมถึงเอกสาร หลักฐานที่เกี่ยวข้อง
  3. การดำเนินการที่มีความเสี่ยงต่อการคอร์รัปชัน เช่นการให้หรือรับของขวัญ การเลี้ยงรับรอง การบริจาค การให้การสนับสนุน การจ้างเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องกระทำด้วยความโปร่งใส ถูกต้อง ตามนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน ขั้นตอนที่บริษัทกำหนด
  4. ไม่ให้หรือรับสินบน หรือผลประโยชน์ใด ๆ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยมิชอบ

4.2 การแจ้งเบาะแส

1. นิยาม

“เบาะแส” หมายถึง ข้อมูลหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หรือขัดต่อจรรยาบรรณธุรกิจ รวมถึงการกระทำที่ส่อเจตนาว่าเป็นการทุจริต คอร์รัปชัน ซึ่งอาจส่งผลเสียหายต่อบริษัท หรือ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

2. แนวปฏิบัติ

  1. บริษัท มีมาตรการคุ้มครองสิทธิกับผู้แจ้งเบาะแส หรือข้อร้องเรียนด้วยความสุจริต อย่างไรก็ตาม หากพบว่าการแจ้งเบาะแสเป็นเท็จหรือมีเจตนามุ่งร้ายเพื่อให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย บริษัทจะดำเนินการพิจารณาโทษทางวินัยตามข้อบังคับการทำงาน และอาจดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงของบริษัท และผู้ที่ได้รับผลกระทบ
  2. ข้อมูลเบาะแส ต้องเป็นความจริง มีความชัดเจน ที่จะนำสืบหาข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งอาจครอบคลุมถึงการประพฤติที่มีความผิดร้ายแรง เช่น การทุจริต คอร์รัปชันที่เกี่ยวข้องกับบริษัททั้งทางตรง หรือทางอ้อม การกระทำผิดจรรยาบรรณธุรกิจของบริษัท การกระทำโดยเจตนาให้บริษัท เสื่อมเสีย เสียชื่อเสียง หรือเสียประโยชน์ เป็นต้น
  3. บริษัท มีช่องทางการรับแจ้งเบาะแส ดังนี้
จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ whistleblowing@apthai.com
จดหมายไปรษณีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน
บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) อาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 1 ชั้น 17
เลขที่ 170/57 ถนนรัชดาภิเษกตัดใหม่ แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110
ช่องทางออนไลน์

กฎจำง่าย:

“ถ้า ‘ผิดกฎหมาย’ หรือ ‘ผิดจรรยาบรรณร้ายแรง’ และ ‘ก่อความเสียหายต่อบริษัท คนอื่น หรือสังคม’ → แจ้งเบาะแส”

สิ่งที่ ไม่ควร ใช้ช่องทางแจ้งเบาะแส

  1. เรื่องจุกจิกส่วนตัว / ความขัดแย้งรายวัน เช่น มาสาย, ตอบไลน์ไม่สุภาพ → ใช้การพูดคุยหรือติดต่อ HR ปกติ
  2. ข้อสงสัยที่ยังไม่มีหลักฐาน เช่น “น่าจะ” “คิดว่า” โดยไม่มีข้อมูลรองรับ → อาจเข้าข่ายปรักปรำ /ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแจ้ง
  3. ข้อร้องเรียนทั่วไปเกี่ยวกับสวัสดิการหรือขั้นตอนงาน เช่น อยากได้เครื่องปรินต์ใหม่, ระบบอนุมัติช้า → ใช้ช่องคำร้องภายใน (Suggestion box)

ตารางสรุปหลักเกณฑ์การแจ้งเบาะแส

แจ้งได้-ควรแจ้ง ทำไมต้องแจ้ง (เกณฑ์) ตัวอย่างโดยย่อ
1. การทุจริตทางการเงิน กระทบโดยตรงต่อทรัพย์สินบริษัท / ผิดกฎหมายอาญา ทำเอกสารเบิก-จ่ายปลอม
2. การคอร์รัปชัน-ผลประโยชน์ทับซ้อน บ่อนทำลายความโปร่งใส / เสี่ยงคดีแพ่ง อาญา จัดซื้อรับสินบน, อนุมัติสัญญาให้ญาติพี่น้อง, เรียกรับผลประโยชน์
3. การละเมิดกฎหมาย/ข้อกำหนดสำคัญ เสี่ยงค่าปรับ ถอนใบอนุญาต ฝ่าฝืนกฎหมายสิ่งแวดล้อม, ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์
4. การเปิดเผยข้อมูลลับหรือข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้บริษัทเสียเปรียบ หรือมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้อง (PDPA ) ส่งรายชื่อลูกค้าให้คู่แข่ง, นำข้อมูลลูกค้าไปใช้ประโยชน์ส่วนตน
5. การละเมิดสิทธิมนุษยชน / เลือกปฏิบัติร้ายแรง ขัดหลักสิทธิมนุษยชน หรือมีความเสี่ยงที่ตะถูกฟ้องแรงงาน กีดกันเลื่อนตำแหน่งเพราะเพศสภาพหรือศาสนา
6. การกลั่นแกล้ง ใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างเป็นระบบ ส่งผลต่อสวัสดิการและวัฒนธรรมองค์กร บังคับลูกน้องทำงานส่วนตัว

หมายเหตุ: ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ประกาศของบริษัท

4.3 การรับ/การให้ของขวัญ หรือผลประโยชน์อื่นใด การเลี้ยงรับรอง

1. นิยาม

“ของขวัญ หรือผลประโยชน์อื่นใด” หมายถึง สิ่งใด ๆ ที่มีมูลค่าทางการเงิน หรือสามารถใช้แลกเปลี่ยนเป็นสินค้าหรือบริการต่าง ๆ เช่น เงินสด บัตรกำนัล การเลี้ยงรับรอง การเดินทาง เป็นต้น

“การเลี้ยงรับรอง / การบริการต้อนรับ” หมายถึง การเลี้ยงอาหาร เครื่องดื่ม บริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการเลี้ยงรับรอง ที่พึงจ่ายเพื่อเป็นการรับรอง ต้อนรับแก่บุคคล และคณะบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยไม่หวังผลตอบแทน หรือก่อให้เกิดความได้เปรียบทางธุรกิจ

”ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นหรือธรรมเนียมปฏิบัติทางการค้า” หมายถึง เทศกาลหรือวันสำคัญของแต่ละท้องถิ่นซึ่งอาจมีการให้ของขวัญ รวมถึงโอกาสในการแสดงความยินดี การแสดงความขอบคุณ การต้อนรับ การแสดงความเสียใจ หรือการให้ความช่วยเหลือตามมารยาทที่ถือปฏิบัติกันในสังคม

2. แนวปฏิบัติ

  1. ต้องไม่รับหรือเรียกรับของขวัญ ผลประโยชน์ หรือการบริการต้อนรับจากลูกค้า คู่ค้า หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี หากอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความเป็นกลางในการตัดสินใจ
  2. ต้องไม่ให้ของขวัญ ผลประโยชน์ การเลี้ยงรับรอง หรือการบริการต้อนรับ รวมถึงไม่มอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการแทน อันเป็นการให้สินบนหรือเป็นการตอบแทนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยมิชอบ
  3. ก่อนรับ หรือให้ ของขวัญ ผลประโยชน์ หรือการบริการต้อนรับ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าอยู่ในโอกาสหรือเทศกาลที่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น หรือธรรมเนียมปฏิบัติทางการค้า และมีมูลค่าตามเหมาะสมที่รับได้
  4. กรณีที่ไม่อาจปฏิเสธการรับได้ หรือมีความจำเป็นต้องรับของขวัญ หรือผลประโยชน์อื่นใด ผู้รับของขวัญ ของกำนัล หรือผลประโยชน์อื่นใดต้องจัดทำ ”แบบรายงานการรับของขวัญ ของกำนัล หรือประโยชน์อื่นใดของพนักงานที่มีมูลค่ามากกว่า 3,000 บาท” ภายใน 7 วัน ต่อผู้บริหารระดับ C-Level เมื่อผู้บริหารระดับ C-Level ได้รับแบบรายงานฯ ให้พิจารณาจัดสรรอย่างเป็นธรรมในสายงาน หรือนำส่งของขวัญฯ เข้าส่วนกลางของบริษัท ที่ฝ่าย HR Service

หมายเหตุ: ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ประกาศของบริษัท

4.4 การไม่เกี่ยวข้องการเมือง

1. หลักการ

บริษัท มีนโยบายวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือสนับสนุนด้านการเงินหรือรูปแบบอื่นให้แก่พรรคการเมือง กลุ่มแนวร่วมทางการเมือง ผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นทางตรง หรือทางอ้อม

บริษัทเคารพสิทธิของพนักงานในการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในฐานะพลเมือง พนักงานต้องแยกบทบาทส่วนตัวออกจากบทบาทในฐานะตัวแทนบริษัทอย่างชัดเจน หลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าบริษัทมีจุดยืนหรือสนับสนุนฝ่ายการเมืองใดฝ่ายหนึ่ง

2. แนวปฏิบัติ

การใช้สิทธิส่วนบุคคล

  1. พนักงานสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในนามส่วนตัวได้ แต่ต้องไม่ใช้ชื่อ ตำแหน่ง โลโก้ หรือทรัพยากรของบริษัท
  2. ห้ามแต่งกายด้วยเครื่องแบบบริษัท หรือใช้สัญลักษณ์บริษัทในกิจกรรมทางการเมือง

การแสดงออกในที่สาธารณะและโซเชียลมีเดีย

  1. หลีกเลี่ยงการโพสต์ แสดงความคิดเห็น หรือแชร์เนื้อหาทางการเมืองโดยใช้บัญชีหรือช่องทางของบริษัท
  2. หากแสดงออกทางการเมืองในโซเชียลมีเดียส่วนตัว ควรระบุชัดเจนว่าเป็นความเห็นส่วนบุคคล และหลีกเลี่ยงการใส่ uniform บริษัท หรือ อยู่ในสถานที่ของบริษัท ที่มีโลโก้ หรือ สัญลักษณ์ที่สื่อได้ถึงบริษัท

การดำเนินกิจกรรมในเวลางาน

  1. ไม่ควรดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในเวลางานหรือในสถานที่ของบริษัท
  2. หลีกเลี่ยงการชักชวนเพื่อนร่วมงานให้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในที่ทำงาน

4.5 ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest)

1. นิยาม

“ความขัดแย้งทางผลประโยชน์” หมายถึง สถานการณ์ที่พนักงาน หรือผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในบริษัท มีผลประโยชน์ส่วนตน หรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือธุรกิจ ที่อาจส่งผลกระทบ หรืออาจถูกมองว่าอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรม และความโปร่งใสในการตัดสินใจหรือการปฏิบัติหน้าที่ในนามของบริษัท ไม่ว่าผลประโยชน์นั้นจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม

2. แนวปฏิบัติ

  1. ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และยึดผลประโยชน์สูงสุดของบริษัทเป็นสำคัญ
  2. ต้องหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิด หรือถูกมองว่าเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  3. ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชา หรือฝ่าย Corporate Legal and complianceที่รับผิดชอบตามขั้นตอนที่บริษัทกำหนด หากพบว่าสถานการณ์ใดอาจเข้าข่ายความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  4. ห้ามใช้ข้อมูลภายใน หรือทรัพย์สินของบริษัทเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือของบุคคลใกล้ชิด
  5. ห้ามดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวการตัดสินใจหรือแนะนำในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคู่สัญญา หรือคู่ค้าทางธุรกิจ ที่ตนเองหรือครอบครัวมีส่วนได้เสีย
  6. บริษัทมีสิทธิในการตรวจสอบและดำเนินการตามนโยบาย เพื่อป้องกันหรือแก้ไขความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น

4.6 การป้องกันการฟอกเงิน

1. นิยาม

“การฟอกเงิน” หมายถึง กระบวนการปกปิดหรือเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด เพื่อให้ดูเสมือนว่าได้มาโดยสุจริต เช่น การโอนเงินผ่านหลายบัญชี การลงทุนในธุรกิจที่ไม่โปร่งใส หรือการซื้อขายทรัพย์สินโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจที่แท้จริง

2. แนวปฏิบัติ

  1. ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการฟอกเงิน
  2. ต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือสนับสนุน พฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการฟอกเงิน ไม่ว่าโดยรู้เท่าทันหรือไม่ก็ตาม
  3. ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลลูกค้า คู่ค้า และธุรกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะในกรณีที่มีความผิดปกติ เช่น ภูมิหลังไม่ชัดเจน มีการใช้เงินสดจำนวนมากโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน การชำระเงินจากบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม
  4. หลีกเลี่ยงการดำเนินธุรกรรมใด ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง หรือไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุนได้อย่างโปร่งใส
  5. ต้องรายงานคุณประมาศ ขวัญชื้น ฝ่าย Corporate Legal and Compliance ทันที หากพบพฤติกรรม หรือธุรกรรมที่น่าสงสัย

ผลของการฝ่าฝืนจรรยาบรรณธุรกิจและการลงโทษทางวินัย

พนักงานทุกคน มีหน้าที่ต้องศึกษา ทำความเข้าใจ และปฏิบัติตาม จรรยาบรรณธุรกิจฉบับนี้ อย่างเคร่งครัดและไม่มีข้อยกเว้น หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม บริษัท จะถือเป็นการกระทำความผิดทางวินัย ซึ่งอาจนำไปสู่การลงโทษร้ายแรงได้ทันที

5.1 หลักการพิจารณาโทษและการดำเนินการ

บริษัท ให้ความสำคัญกับการพิจารณาโทษทางวินัยอย่างจริงจังและยุติธรรม โดยมีหลักการดังต่อไปนี้:

  • ความร้ายแรงของการกระทำ: บริษัท จะพิจารณาโทษพนักงานที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจ ตามสภาพและระดับความร้ายแรงของการกระทำความผิด ที่พนักงานกระทำขึ้นเป็นสำคัญ ซึ่งรวมถึงเจตนา ความเสียหายที่เกิดขึ้น และผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัท
  • การลงโทษที่เหมาะสมและไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับ: บริษัท มีอำนาจในการพิจารณาและกำหนดโทษทางวินัย ตามความเหมาะสมโดยไม่ต้องเรียงลำดับขั้น (เช่น ความผิดร้ายแรงสามารถนำไปสู่การเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านการตักเตือน)
  • การสอบสวนและพักงานชั่วคราว: ผู้มีอำนาจพิจารณาและดำเนินการลงโทษทางวินัย มีสิทธิในการสั่งพักงานพร้อมจ่ายค่าจ้าง (Suspension with Pay) แก่พนักงานที่อยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนโทษทางวินัย เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นกลาง
  • การตั้งคณะกรรมการสอบสวน: ในกรณีที่พนักงานกระทำความผิดโดย จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อบริษัท ผู้มีอำนาจฯ สามารถตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนและพิจารณาโทษทางวินัยพนักงาน และอาจมีการกำหนดบทลงโทษเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่ระบุไว้
  • โทษทางกฎหมายที่ยังคงอยู่: การลงโทษทางวินัยพนักงานโดยบริษัท ไม่ทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาและ/หรือคดีแพ่ง ของบริษัท หรือบุคคลภายนอก ระงับไปแต่อย่างใด หากการกระทำนั้นเป็นการกระทำความผิดทางคดีอาญาและ/หรือคดีแพ่งด้วย บริษัท มีสิทธิอย่างเต็มที่ในการดำเนินคดี ต่อผู้กระทำผิดตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

5.2 ประเภทโทษทางวินัย

การฝ่าฝืนจรรยาบรรณธุรกิจ อาจนำไปสู่การลงโทษทางวินัยได้ตั้งแต่ระดับเบาไปจนถึง โทษสูงสุด ดังนี้:

  1. ตักเตือนด้วยวาจา
  2. ตักเตือนด้วยลายลักษณ์อักษร ซึ่งจะถูกบันทึกไว้ในประวัติการทำงานของพนักงานอย่างถาวร
  3. พักงานโดยงดจ่ายค่าจ้าง ไม่เกิน 7 วัน และตักเตือนด้วยลายลักษณ์อักษร
  4. การลงโทษด้านผลตอบแทน เช่น การไม่พิจารณาขึ้นเงินเดือน หรือการงดจ่ายโบนัส และตักเตือนด้วยลายลักษณ์อักษร
  5. เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ซึ่งเป็น โทษสูงสุดและร้ายแรงที่สุด สำหรับความผิดที่ร้ายแรง การทุจริต หรือการไม่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายแรงงานและข้อบังคับของบริษัท

บริษัท ขอเน้นย้ำว่า การปฏิบัติงานภายใต้จรรยาบรรณธุรกิจนี้ เป็นพันธกรณีและเงื่อนไขสำคัญของสัญญาจ้างงาน การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดใด ๆ จะถือว่าเป็นการผิดสัญญาจ้างอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นเรื่องที่บริษัทไม่อาจยอมรับได้โดยเด็ดขาด และจะนำไปสู่การพิจารณาโทษทางวินัยขั้นสูงสุด